วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

หน่วยงานที่ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือด้านความปลอดภัย

   หน่วยงานที่ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนมีมากมายหลายหน่วยงาน ทั้งหน่วยงานในสังกัดภาครัฐบาลและสังกัดภาคเอกชน
หน่วยงานที่ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือด้านความปลอดภัยที่สำคัญ มีดังนี้


ภาพที่ 6.11 สถานีตำรวจ
ที่มา : http://wangthong.plpolice.com/history.html
                1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีภารกิจหลักในการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยแก่สังคม นักเรียนสามารถร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานในสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตามความเหมาะสม เช่น
              
 - กองบังคับตำรวจจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่ในการตรวจและจัดการจราจร ควบคุมเหตุฉุกเฉิน สอบสวนเกี่ยวกับอุบัติเหตุจราจร และตำรวจจราจรในสังกัดยังคอยทำหน้าที่ช่วยเหลือให้ความปลอดภัยและความสะดวกแก่ประชาชนที่ใช้รถ ใช้ถนน รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่พิเศษเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินด้วย
              
 - กองบังคับการตำรวจทางหลวง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมกำกับดูแล รักษาทางหลวงแผ่นดิน อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยในด้านการจราจรรวมทั้งทำหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในเขตทางหลวง และคอยให้บริการช่วยเหลือผู้ใช้ทางและประชาชนทั่วไป

ภาพที่ 6.12 สถานีตำรวจทางหลวง
ที่มา : http://div43.highway.police.go.th/index.php?page=history.html
                 นอกจากหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติดังกล่าวแล้ว นักเรียนสามารถร้องขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยอันตรายขึ้นกับตนเองหรือพบเห็นผู้ประสบเหตุคนอื่นๆ ได้ โดยติดต่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีตำรวจใกล้บ้านหรือสถานีตำรวจภายในชุมชนของตนเองหรืออาจโทรศัพท์ที่หมายเลขฉุกเฉินต่อไปนี้ (1) แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย โทรศัพท์ 191 (2) แจ้งเหตุศูนย์การควบคุมการจราจร โทรศัพท์ 197 (3) แจ้งเหตุเพลิงไหม้ โทรศัพท์ 199 (4) แจ้งเหตุ จส.100 โทรศัพท์ 1137 และ (5) แจ้งเหตุการป่วยหรืออุบัติเหตุฉุกเฉินโดยการแจ้งผ่านไปที่หน่วยงานกูชีพนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โทรศัพท์ 1669 หรือหน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลวชิรพยาบาล โทรศัพท์ 1554 หรือศูนย์ส่งกลับและรถพยาบาลโรงพยาบาลตำรวจ โทรศัพท์ 0-2255-1133 หรือมูลนิธีป่อเต็กตึ้ง โทรศัพท์ 0-2226-4444-8 หรือ มูลนิธิร่วมกตัญญูโทรศัพท์ 0-2249-6620 นอกจากนี้การแจ้งเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ในเรื่องการบริโภคสามารถแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น แจ้งเหตุผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โทรศัพท์ 1556 และศูนย์ร้องเรียนผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โทรศัพท์ 1166

ภาพที่ 6.13 มูลนิธีป่อเต็กตึ้ง
ที่มา : http://www.ruamkatanyu.or.th/
                  2. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีภารกิจหลักในการจัดทำแผนแม่บทวางมาตรการส่งเสริม สนับสนุนการป้องกัน บรรเทาและฟื้นฟูหลังเกิดภัย โดยกำหนดนโยบายด้านความปลอดภัย สร้างระบบป้องกัน เตือนภัยและฟื้นฟูหลังเกิดภัย รวมถึงติดตามประเมินผล เพื่อให้หลักประกันในด้านความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นักเรียน และบุคคลทั่วไปที่ต้องการปรึกษา และขอความช่วยเหลือด้านความปลอดภัยสามารถติดต่อได้ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย โทรศัพท์ 0-2243-0020-27 หรือที่เว็บไซต์ http://www.disaster.go.th
              
   3. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ เป็นหน่วยงานรัฐบาลสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีภารกิจที่สำคัญคือเสนอนโยบายและแผนการป้องกันอุบัติภัย เป็นศูนย์ประสานงานด้านวิชาการ สนับสนุนและส่งเสริมงานวิจัยที่เกี่ยวกับการป้องกันอุบัติภัยและสาธารณภัย และเป็นศูนย์กลางข้อมูลและสถิติเกี่ยวกับอุบัติภัยรวมทั้งมีหน้าที่รณรงค์เผยแพร่งานป้องกันอุบัติภัยแก่ประชาชน นักเรียน และบุคคลทั่วไปที่สนใจเรื่องความปลอดภัยต่างๆ สามารถเข้าไปศึกษาได้ที่เว็บไซต์ http://www.safety.thaigov.net

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การสร้างเสริมความปลอดภัยให้แก่ตนเอง ครอบครัว และชุมชน

  การสร้างเสริมความปลอดภัยทั้งแก่ตนเอง ครอบครัว และชุมชน ต้องทำอย่าง
เป็นกระบวนการ และมีจิตสำนึกที่ดีในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจนำมาซึ่งความไม่
ปลอดภัยในสังคม จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ตัวเราควรศึกษา และเข้าใจถึงแนวปฏิบัติให้เหมาะสม
จะได้นำพาชุมชม และสังคมไปสู่ความเป็นวิถีชีวิตที่ปลอดภัยตลอดไป


1. คุณค่าของกระบวนการสร้างเสริมความปลอดภัยให้ชุมชน
                การสร้างเสริมความปลอดภัยให้ชุมชนต้องทำอย่างเป็นกระบวนการ คือ มีการ
วางแผน การปฏิบัติตามแผน และการประเมินผล ซึ่งจะให้คุณค่าต่อตนเองและต่อคนใน
ชุมชน ดังนี้
                1. ส่งเสริมสุขภาพกาย เมื่อมนุษย์มีความปลอดภัยจากสิ่งต่างๆ เพราะไม่มี
อันตรายเกิดขึ้น ก็จะทำให้เป็นผู้ที่มีสุขภาพดี เมื่อมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ชุมชนก็จะเข้มแข็ง
เพราะคนในชุมชนมีสุขภาพดี
                2. ส่งเสริมสุขภาพจิต เมื่อชุมชนมีความปลอดภัย ไม่มีโจรผู้ร้าย คนขายยาบ้า
หรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก็มีความสุข นั่นคือ มีสุขภาพ
จิตที่ดี
                3. ส่งเสริมเศรษฐกิจ เมื่อไม่มีการเจ็บป่วย ไม่มีโจรผู้ร้าย ก็จะทำให้ไม่ต้องเสีย
เงินค่ารักษาพยาบาล และไม่ถูกโจรผู้ร้ายโจรกรรมหรือปล้น เงินทองไม่รั่วไหล ก็จะทำให้
เศรษฐกิจของตนเองและครอบครัวดี และมีความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิต
                4. สังคมเข้มแข็ง เมื่อชุมชนมีความปลอดภัย คนในชุมชนมีสุขภาพดี ย่อมทำให้
ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง นั่นคือ สังคมก็เข้มแข็งไปด้วย เป็นชุมชนที่น่าอยู่อาศัยสำหรับ
ทุกคน

2. กลวิธีในการป้องกันและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ

                ปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ คือ การปฏิบัติที่อาจนำไปสู่การเกิดอันตรายต่อชีวิตและ
สุขภาพของตนเองและผู้อื่น เช่น การขับรถเร็ว การรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ การสำส่อน
ทางเพศ การมีน้ำหนักตัวเกิน การขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การใช้ยา
และสารเสพติด ซึ่งมีกลวิธีในการป้องกันและหลีกเลี่ยง ดังต่อไปนี้
             2.1 กระบวนการคิด
                กระบวนการคิด หมายถึง ระบบการคิดสำหรับการดำรงชีวิตในสังคม ที่มี
องค์ประกอบสำคัญได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลด้านตนเอง ด้านสังคมสิ่งแวดล้อม และด้าน
หลักวิชาการ ประกอบกับการใช้เหตุผลอย่างถูกต้องเหมาะสม และตัดสินใจอย่างมีเป้า
หมายที่ดีในแต่ละประสถานการณ์ของชีวิต ตามบทบาทหน้าที่ของตน ซึ่งกระบวนการคิด
สามารถดำเนินการตามลำดับขั้น ดังนี้
                - การวิเคราะห์ใคร่ครวญสาเหตุ ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาทุกปัญหา
                - การรวบรวมผสมผสานข้อมูล ทั้งด้านตนเอง ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และ
ด้านหลักวิชาการ แล้วจัดทางเลือกเพื่อช่วยในการติดสินใจเลือกใช้
                - การตัดสินใจ เลือกแนวทางแก้ปัญหาอย่างมีเป้าหมายที่ดี
                - การสรุปและประเมินผลการปฏิบัติ เพื่อวางแผนและพัฒนาต่อไป
                กระบวนการพัฒนาการคิดเป็นการคิดสู่การปฏิบัติเพื่อพัฒนาตนเอง ให้มีชีวิตที่มี
คุณภาพ ร่วมพัฒนาสร้างสรรค์สังคมที่ยั่งยืน ถ้าบุคคลมีการคิดที่เป็นระบบดัง 5 ขั้นตอนที่
กล่าวมาแล้ว จะทำให้สามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ และเป็น
พฤติกรรมที่ยั่งยืนอีกด้วย ทั้งนี้เพราะคิดเป็นหรือมีกระบวนการคิดที่ดี
(ภาพจาก http://i740.photobucket.com/albums/xx48/sakonpat/2-3.jpg)

             2.2 ทักษะชีวิต
                ทักษะชีวิต หมายถึง คุณลักษณะหรือความสามารถเชิงสังคมจิตวิทยา และเป็น
ความสามารถทางสติปัญญาที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ในการเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาขึ้นได้ด้วยการฝึกและกระทำซ้ำๆ
ให้เกิดความเคยชินจนเป็นลักษณะนิสัยที่ดี ประกอบด้วยทักษะต่างๆ คือ การรู้จักตนเอง
การเข้าใจตนเอง และการเห็นคุณค่าของตนเอง การรู้จักคิดอย่างมีวิจารณญาณและคิด
สร้างสรรค์ การรู้จักตัดสินใจและแก้ไขปัญหา การรู้จักแสวงหา และใช้ข้อมูล ความรู้ การ
สื่อสารและการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น การจัดการกับอารมณ์และความเครียด การปรับตัว
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง การตั้งเป้าหมายชีวิตและสุขภาพ การวางแผนและดำเนินการ
ตามแผน ความเห็นใจผู้อื่น ความรับผิดชอบต่อสังคม  และซาบซึ้งในสิ่งที่ดีงามรอบตัวเอง

ถ้าบุคคลมีทักษะชีวิตซึ่งมีมากมายดังกล่าว บุคคลนั้นจะสามารถป้องกันและหลีกเลี่ยง
ปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพได้เป็นอย่างดี และมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
                2.3 การคาดคะเน 
                การคาดคะเน คือ การคาดเหตุการณ์ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคาดคะเนแล้ว
ว่าจะเป็นการเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัย ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงเสีย เช่น เพื่อนชาย
ชวนไปเที่ยว ซึ่งต้องค้างคืนกันสองต่อสอง คาดคะเนแล้วว่าคงไม่ปลอดภัยก็ไม่ควรไป
การโดยสารเรือโดยสารที่มีผู้โดยสารไปจนเกินอัตรา คาดคะเนแล้วว่าเรืออาจล่มได้ก็ไม่
ควรไป ไปเล่นน้ำที่ชายทะเลมีพายุเข้า และทางผู้รับผิดชอบประกาศให้ขึ้นจากการเล่นน้ำ
ทะเล คาดคะเนแล้วว่าถ้าเล่นต่อไปอาจถูกคลื่นยักษ์พัดพาจมน้ำทะเลได้ ก็ควรปฏิบัติตาม
                ถ้าบุคคลมีการคาดคะเนที่ดีก็จะเป็นการป้องกัน และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อ
ความปลอดภัยของชีวิตตนเอง
             2.4 การต่อรอง
                การต่อรอง คือ การเจรจาเพื่อให้สถานการณ์ที่คับขันดีขึ้น หรือการเจรจาเพื่อ
หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เสี่ยง ซึ่งการต่อรองนี้เป็นศิลปะของแต่ละบุคคล และควรจะมีการ
ฝึกเพื่อให้เกิดทักษะการต่อรอง ที่คุ้นเคยกันก็คือ เมื่อมีคนเมายาบ้า คนที่เครียดจัดหรือโจร
ผู้ร้าย มีการจี้ตัวประกัน ทางเจ้าหน้าที่ก็จะใช้วิธีการเจรจาต่อรอง อาจผ่อนหนักเป็นเบาได้
หรือยืดเวลาออกไป เพื่อให้สถานการณ์ที่เสี่ยงนั้นลดลง หรือแม้แต่เป็นคู่รักกัน แล้วฝ่าย
ชายพยายามขอมีอะไรกับฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงก็อาจจะใช้วิธีการต่อรอง เพื่อเอาตัวรอด
หรือหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์ที่เสี่ยงนั้นได้
                บุคคลที่มีทักษะในการต่อรองที่ดี จะสามารถป้องกัน และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อ
ความปลอดภัย หรือเป็นการผ่อนหนักเป็นเบาได้
             2.5 การปฏิเสธ
                การปฏิเสธ หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Just Say No” เป็นทักษะสำคัญในการ
เอาตัวรอด หรือหลีกเลี่ยงต่อสิ่งเลวร้ายที่จะเข้ามาในชีวิตของตนเอง ทักษะการปฏิเสธนี้
สามารถใช้ได้กับทุกเรื่องที่พบในชีวิตประจำวัน คือ การปฏิเสธใช้ยาเสพติด การปฏิเสธที่จะ
เล่นการพนัน การปฏิเสธที่จะไปเที่ยวหญิงบริการ การปฏิเสธที่จะไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง
ต่อการมีเพศสัมพันธ์ และการปฏิเสธที่จะมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น ที่ยังไม่มีความพร้อมทาง
สังคมและเศรษฐกิจ คนดีจะต้องปฏิเสธต่อการถูกชักชวนไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่
เหมาะสม ทักษะการปฏิเสธนั้น เป็นศิลปะที่จะต้องมีการฝึกการปฏิเสธมีหลายระดับ ตั้งแต่
ระดับที่นุ่มนวลไปจนถึงขึ้นเด็ดขาด ซึ่งจะปฏิเสธระดับใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ
เช่น ความรุนแรงที่จะต้องปฏิเสธตัวผู้ชักชวน ลักษณะของการชักชวน เรื่องที่ชักชวน
เป็นต้น
                บุคคลที่มีทักษะการปฏิเสธที่ดีจะสามารถป้องกัน และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อ
สุขภาพ และความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี

13 แนวทางชุมชนปลอดภัย

ชุมชนปลอดภัย (Self Communities)
        เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการดำเนินงานสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก  โดยชุมชนที่จะเข้าร่วมในเครื่อข่ายชุมชนปลอดภัยนั้นอาจเป็นชุมชนระดับหมู่บ้าน จังหวัด หรืออื่นๆแต่ที่สำคัญ ชุมชนต้องแสดงความตั้งใจอย่างแท้จริงในการดำเนินงาน  โดยใช้หลัก  13 แนวทางชุมชนปลอดภัย  ดังต่อไปนี้
1. กลุ่มต่างๆในชุมชนร่วมมือกัน..เพื่อผลระยะยาว
การดำเนินงานป้องกันการบาดเจ็บต้องมีจุดเริ่มมาจากความสนใจและความต้องการของคนในชุมชนนั้นๆอย่างแท้จริงโดยที่คนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งร่วมคิด  วางแผน  ทำงานและการติดตามผลการดำเนินงาน  ซึ่งเป็นในลักษณะการจัดตั้งกลุ่มพหุภาพ(Cross Sectorial Group) ในระดับชุมชน หมายถึง  การรวมตัวกันของกลุ่มประชาชนหรือกลุ่มองค์กรต่างๆที่มีอยู่แล้วในชุมชน เช่น ผู้นำชุมชน  ผู้นำท้องถิ่น อสม. กลุ่มแม่บ้านฯลฯ  การดำเนินงานในระยะแรกเน้นการรวมตัวกันของกลุ่มพหุภาพ
2.  เชื่อมโยงหน่วยงานภายนอกร่วมแก้ปัญหา
การประสานงาน  คือ  กลยุทธ์สำคัญของความสำเร็จ  เริ่มจากชุมชนสร้างเครือข่ายในการติดต่อสื่อสารกันระหว่างบุคคล  กลุ่มในชุมชนของตน เช่น คณะกรรมการชุมชน  กลุ่มครอบครัว ฯลฯ  ไปจนถึงการประสานงานกับองค์กรภายนอกที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น หน่วยงานที่ทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค งานสาธารณสุข  มูลนิธิ  สมาคมต่างๆ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวที่ชัดเจน
3.  ชุมชนสนใจแก้ปัญหาการบาดเจ็บทุกรูปแบบ
กระบวนการจัดการกับปัญหาการบาดเจ็บและสร้างเสริมความปลอดภัยนั้นชุมชนต้องให้ความสนใจในการแก้ปัญหาการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจ  เช่น การตกจากที่สูง  จมน้ำ  ไฟฟ้าดูด ฯลฯและการบาดเจ็บโดยตั้งใจ เช่น เด็กถูกทำร้ายร่างกาย ฯลฯ ซึ่งต้องพิจารณาตามลำดับความสำคัญโดยวิเคราะห์จากสถิติและอุบัติการณ์ในชุมชน
4.  อย่าละเลยความเสี่ยง
ชุมชนให้ความสนในเป็นพิเศษกับกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กในครอบครัวยากจน  เด็กพิการ  เด็กเร่ร่อน ฯลฯ เด็กเหล่านี้มีภาวะความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บสูงกว่าเด็กทั่วไป  เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางกายภาพ  ศักยภาพของผู้ดูแลเด็ก รวมถึงข้อจำกัดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
5.  ชุมชนมีระบบการเฝ้าระวังการบาดเจ็บที่ชัดเจน
มีการสร้างระบบการเฝ้าระวังการบาดเจ็บในชุมชน  โดยมีการบันทึกการบาดเจ็บ ประโยชน์ที่ได้จากการบันทึกมีดังนี้
      -  ชุมชนใช้การบันทึกในการประเมินขนาดของปัญหาในแบบต่างๆ
      -  ค้นหาสาเหตุของปัญหานั้นๆ  คือ ปัจจัยเสี่ยงของการบาดเจ็บแบบต่างๆ
      -  ใช้ในการประเมินผลการดำเนินงานต่างๆของชุมชนในการป้องกันการบาดเจ็บ
      -  นำเรื่องราวของการบาดเจ็บแต่ละรายมาเผยแพร่แก่ประชาชนในชุมชน เพื่อเป็นบทเรียนที่มีคุณค่า นำไปสู่การสร้างจิตสำนึกในการป้องกันการบาดเจ็บ
6.  มีระบบการเดินสำรวจความปลอดภัย
มีระบบการสำรวจความปลอดภัยในสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมเสี่ยง
      -  ลักษณะพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ผู้ปกครองขาดความระมัดระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน  การเลือกซื้อของเล่นให้เด็ก  การขับขี่ยานพาหนะขณะมึนเมาฯลฯ
      -  ความปลอดภัยในสิ่งแวดล้อม เช่น  มีสุนัขจรจัดหรือไม่  สนามเด็กเล่น วัสดุ  อุปกรณ์  มีความปลอดภัยเพียงไร
7.  ต่อต้านพฤติกรรมเสี่ยงและผลิตภัณฑ์อันตราย
ชุมชนร่วมกันต่อต้านพฤติกรรมเสี่ยงและสิ่งแวดล้อมอันตราย ดังนี้
      -  ต่อต้านพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก  อันจะนำไปสู่การบาดเจ็บในเด็ก
      -  ต่อต้านผลิตภัณฑ์เสี่ยงและสิ่งแวดล้อมอันตรายที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บ
ซึ่งชุมชนต้องให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องของอันตรายจากความเสี่ยงต่างๆและผนวกเข้ากับวิธีการป้องกันและแก้ไข
8.  ส่งเสริมการใช้อุปกรณ์เสริมความปลอดภัย
ชุมชนมีการสนับสนุนการใช้อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยต่างๆ เช่น หมวกกันน๊อค  ที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กในรถยนต์  จักรยานยนต์  เครื่องตรวจจับควันไฟ ฯลฯ
9.  ชุมชนจัดการฝึกอบรมเพิ่มพูนความรู้
ชุมชนมีกระบวนการฝึกอบรมที่เหมาะสมเพื่อเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน ในเรื่องของการป้องกันควบคุมการบาดเจ็บในเด็ก  วิธีการปฐมพยาบาลและการปฏิบัติการณ์กู้ชีพเบื้องต้น
10.  เตรียมพร้อมรับภาวะฉุกเฉิน
มีการเตรียมความพร้อมรับภาวะฉุกเฉินต่าง ๆที่เกิดขึ้นในชุมชน  ไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัย  วาตภัย  อุบัติเหตุ  ซึ่งชุมชนต้องมีระบบการจัดการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน เช่น  การรักษาพยาบาลฉุกเฉินในชุมชนและการส่งต่อ เป็นต้น
11.  ใช้ทรัพยากรของชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สามารถดำเนินการระยะยาวโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ปกติในชุมชน เช่น บุคลากร  งบประมาณฯลฯ ใช้สิ่งเหล่านี้ให้เกิดคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่องานสร้างเสริมความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพราะในแต่ละชุมชนนั้นมีกระบวนการ ค่านิยม  ทัศนคติที่แตกต่างกัน
12.  มีตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน
มีการประเมินภายในชุมชนโดยกำหนดตัวชี้วัดที่เหมาะสมสำหรับชุมชนเพื่อใช้เป็นเครื่องมือวัดผลการดำเนินงาน  ซึ่งอาจใช้เกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยขั้นต่ำที่เป็นเกณฑ์ชี้วัดความสามารถของการดูแลเด็กและครอบครัวหรือประเมินผลข้อมูลจากการสำรวจการบาดเจ็บและการเฝ้าระวังการบาดเจ็บมาเป็นตัวชี้วัดของชุมชนเอง  รูปแบบตัวชี้วัดในชุมชน ได้แก่
      -  ด้านสิ่งแวดล้อม  เช่น มลพิษ  สารเคมี แหล่งเสื่อมโทรม ฯลฯ
      -  ด้านผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น  การบาดเจ็บจากเครื่องเล่นที่ไม่ถูกต้องตามมาตรฐานฯลฯ
      -  ด้านการป้องกันแก้ไข เช่น วิธีการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม  ให้ความรู้แก่คนในชุมชน การปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ฯลฯ
13.  องค์ความรู้ชุมชน..สำคัญที่การปฏิบัติและขยายผล
มีการรวบรวมความรู้ประสบการณ์ที่ได้จากการดำเนินงานภายในชุมชนเผยแพร่สู่ชุมชนอื่นเพื่อให้เกิดการขยายผลการดำเนินงานสร้างเสริมความปลอดภัยซึ่งอาจใช้เทคนิคการประชาสัมพันธ์เข้าช่วย เช่น การจัดประชุมชุมชนต่างๆ  การพูดในที่สาธารณะ  การจัดนิทรรศการหรือชุมชนประสานกับทางสื่อมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์  วิทยุ  โทรทัศน์ ฯลฯ เพื่อให้เกิดการเข้าใจที่ตรงกันในวัตถุประสงค์ เกิดกระบวนการผลักดันเข้าสู่นโยบายระดับชาติต่อไป

การสร้างเสริมความปลอดภัยและการป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก

การสร้างเสริมความปลอดภัยและการป้องกันการบาดเจ็บในเด็กcartoon
     ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและการป้องกันการบาดเจ็บในเด็กTraining Educating Advancing Collaboration in Health on Violence and Injury Prevention เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางสังคม กลุ่มเด็กยากจน, เทคโนโลยี, สุขภาวะเด็กที่เกี่ยวข้องกับสังคมมากมาย ในปี 2008 พบว่าจำนวนเด็กตายปีละล้านคนด้วยอุบัติเหตุและความรุนแรง ครึ่งหนึ่งของเด็กตายเป็นเด็กแถบ ทวีป South East Asia ส่วนในประเทศไทยตาย 3,000 คน   อันดับ 1. จมน้ำ 1,500 ราย  อันดับ 2. จราจร 700-800 ราย (จากการเดินถนน, มอเตอร์ไซด์)
สาเหตุการตายในเด็กเนื่องมาจาก
-       ปัจจัยทางร่างกาย  เด็กมีความเสี่ยงเนื่องจาก ศีรษะใหญ่ประมาณ 60% ของร่างกาย รอยต่อของกะโหลกศีรษะยังไม่ปิด เกิดเลือดออกง่าย กระดูกต้นคอหักง่ายเนื่องจากหัวหนัก กระดูกซี่โครงหักง่าย เลือดออกในปอดง่าย ปกติในเด็กเล็กตับม้ามแล่บออกมา ทำให้ตับแตกม้ามแตกได้ง่าย
-       ด้านพัฒนาการเรื่องการเรียนรู้ เด็กเริ่มเสี่ยงตั้งแต่อายุ 6 เดือน เพราะเด็กเริ่มมีการเคลื่อนไหว     ในเด็กวัย 1 ปี เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เพราะเด็กเริ่มเรียนรู้สิ่งแวดล้อมได้เอง พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็กค่อนข้างดี แต่ไม่รู้จักการระวังภัยด้วยตัวเอง และ เมื่อ 1 ปีครึ่ง เด็กเริ่มรู้บางเรื่องที่ผู้ใหญ่บอก แต่ยังขาดประสบการณ์ ทำให้เกิดการตายในช่วงวัยนี้มาก พบว่า เด็กตายในช่วงอายุ น้อยกว่า 6 ปีกับช่วงวัยรุ่นมาก ในช่วงวัยเรียนไม่ค่อยเสี่ยง
-       ปัจจัยทางสังคม  ต้องดูว่าครอบครัวอยู่ในสิ่งแวดล้อมเสี่ยงหรือไม่ เศรษฐานะต่ำพบว่าเสี่ยงมากกว่าครอบครัวที่เศรษฐานะดี  ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของชุมชนแต่ละชุมชน  การดูแลของครอบครัว ระบบเศรษฐกิจของครอบครัว สื่อที่มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค บรรทัดฐานของสังคม 
การนำไปสู่แนวทางการแก้ไข สร้างความคิดและความตระหนัก สร้าง Empowerment community ทำให้ชุมชนในการวิเคราะห์ถึงปัญหาการตายในเด็ก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมลดความเสี่ยง ประเมินผลการทำงานอย่างต่อเนื่อง กระตุ้นให้มีการเชื่อมโยงภาครัฐ ชุมชน และ policy เข้าด้วยกันโดยการผ่านสื่อในการกระตุ้น การแก้ไขปัญหาเป็นทีมสหวิชาชีพ และแก้ไขปัญหาพร้อมกัน กระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวของชุมชนและสังคมที่เด็กและเยาวชนอาศัย
ศูนย์เด็กเล็กปลอดภัย มีวัตถุประสงค์ เพื่อลดการตาย พิการและการบาดเจ็บของเด็กในศูนย์เด็กเล็ก ส่งเสริมความปลอดภัย ความเสมอภาของเด็กในการเจริญเติบโต และโอกาสของการได้รับการส่งเสริมให้มีพัฒนาการที่ดี เชื่อมโยงเครือข่ายการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนาความปลอดภัยในศูนย์เด็กเล็ก  โดยมีมาตรฐานการดำเนินความปลอดภัย 6 ด้าน ในเรื่องของอาคารทั้งภายในและภายนอก ผลิตภัณฑ์  การเดินทาง ระบบป้องกันภัยจากบุคคล ระบบฉุกเฉิน และความปลอดภัยในการจัดกิจกรรมเรียนรู้ ประเมินความเสี่ยงของกิจกรรม  จัดการเรียนรู้เรื่องความปลอดภัย
ซึ่งขั้นตอนการดำเนินงานโดยวิธีจัดตั้งกลุ่มดำเนินงาน มีเครื่องมือ ระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ เช่น มีแบบบันทึกการบาดเจ็บรายบุคคล บันทึกการเดินสำรวจจุดเสี่ยงในศูนย์ เพื่อดำเนินการแก้ไข
โครงการโรงเรียนปลอดภัย มีกลุ่มความปลอดภัยซึ่งประกอบไปด้วยผู้บริหาร ครู บุคลากร เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ นักเรียน ผู้ปกครอง ผู้แทนชุมชน และมีวิธีเครื่องมือค้นหาปัญหาการบาดเจ็บของนักเรียนทั้งเรื่องอุบัติเหตุ ความรุนแรง โรงเรียนมีแผนมาตรการ และนโยบายจัดการความปลอดภัยด้านอุบัติเหตุและความรุนแรงที่ชัดเจน  มีกระบวนการดำเนินงานโดยสร้างระบบความปลอดภัย 6 ด้าน ได้แก่ สิ่งแวดล้อมกายภาพปลอดภัย ระบบคุ้มครองภัยจากบุคคล เดินทางปลอดภัย ความปลอดภัยในการเรียนการสอน หลักสูตรปลอดภัย ความพร้อมด้านฉุกเฉินและภัยพิบัติในโรงเรียน โดยมีการสำรวจและประเมินจุดเสี่ยงของโรงเรียน แบบบันทึกการบาดเจ็บบริเวณรอบโรงเรียน  จากการศึกษาอุบัติเหตุในโรงเรียนพบว่า การบาดเจ็บมักเกิดขึ้นในเด็กกลุ่มอายุ 5-9 ปีเป็นนักเรียนชายมากกว่าหญิง ส่วนใหญ่เกิดจากการพลัดตกหกล้ม ลักษณะบาดแผลเป็นบาดแผลถลอก และฉีกขาด สถานที่เกิดการบาดเจ็บคือในห้องเรียน  สร้างคู่มือแนวทางความปลอดภัยในเด็ก
ชุมชนปลอดภัย คือ การดำเนินงานเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในชุมชน โดยมุ่งเน้นในการสร้างพฤติกรรมปลอดภัยและไม่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ทั้งส่วนบุคคลและส่วนร่วมและการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ทั่งเชิงกายภาพ เทคโนโลยี การจัดการโดยมีตัวชี้วัดในเรื่องก ารสร้างการมีส่วนร่วมของคนกลุ่มต่างๆ ในชุมชน เชื่อโยงองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย  ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มคนและสิ่งแวดล้อม เช่น เด็กพิการด้อยโอกาส โครงการโรงเรียนปลอดภัย  มองให้เห็นได้ทั้งขนาดและสาเหตุของปัญหา การบาดเจ็บ เน้นเอกสารการบันทึก เฝ้าระวัง บันทึกจุดเสี่ยง มีการสำรวจอย่างต่อเนื่อง  ประเมินผลได้ทั้งผลดำเนินงานและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในชุมชน  เรียนรู้และดำเนินการโดยชุมชนใดชุมชนหนึ่ง องค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปเป็นแบบอย่างแก่ชุมชนอื่น และชักนำให้เกิดนโยบายที่สำคัญในระดับชาติได้
Injury prevention (การบาดเจ็บ) มีทั้ง ตั้งใจ เช่น ความรุนแรงทางสังคม และไม่ตั้งใจ เช่น อุบัติเหตุ ซึ่งจะเน้นในเรื่อง
-       Safety promotion กลุ่มเป้าหมาย 0-14 ปี โดยทำเพื่อเน้นตามกระแสสังคม
-       Safety environment วัฒนธรรม ความปลอดภัยของชุมชน ทางกายภาพ เทคโนโลยี ระบบการเมืองการปกครอง เรื่องเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนในชุมชน องค์กร
-       Safety behavior
ปัจจัย ทำไมเด็กจึงเกิดอุบัติเหตุ เพศ อายุ พัฒนาการ สายตาการได้ยิน ครอบครัว ปัจจัยสิ่งแวดล้อม พฤติกรรม ทัศนคติในเรื่อง safety เด็กพิการและภาวะโรคประจำตัว อื่นๆ  กระบวนการสำคัญของชุมชน ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน เยาวชน
  1. Community organization กลุ่มแกนหลัก เช่น อบต. หา Key man ต้องมีกลุ่มแกนหลัก สร้างความมั่นใจเชื่อใจร่วมกัน ร่วมกันบริหารจัดการปัญหา การจัดการประกอบด้วย เครื่องมือ มีเองหาได้ วิธีการ เช่นการประชุม เงิน เพื่อกระตุ้น
  2. Community development ไม่ได้เริ่มมาจากศูนย์พัฒนาจาทุนทางสังคมเริ่มมาจากฐานข้อมูล หากุญแจหลัก จัดการกับปัญหา หางานเด่นของตน แล้วส่งต่อให้กลุ่มอื่น
  3. Community mobilization ส่งต่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน
  4. Community empowerment การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย เกิดการรักชุมชน
กลไกขับเคลื่อนองค์กร CDD( child death deliberation) เครื่องมือเพื่อสร้างความเข้าใจถึงเหตุและปัจจัยการเสียชีวิต ของเด็กจากอุบัติเหตุและความรุนแรงอย่าเป็นระบบโดยเก็บข้อมูล 4 ด้าน ( ครอบครัว, เหตุนำไปสู่การเสียชีวิต, ข้อมูลตำรวจ, ข้อมูลทางการแพทย์ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูล) วิเคราะห์ข้อมูล(ค้นหาเหตุนำการเสียชีวิต) แนวทางแก้ไขป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ
ขบวนการ  เมื่อเด็กเสียชีวิต เข้าสู่กระบวนการ CDD พิเคราะห์ สหวิชาชีพ เครื่อข่ายความร่วมมือ ขับเคลื่อนนโยบาย นำไปสู่แนวทางการป้องกันการเสียชีวิตของเด็กรายอื่น  พิเคราะห์ การเก็บข้อมูล เหตุการณ์ตายของเด็กจากเหตุภายนอกเข้าลึกอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยทีมสหวิชาชีพและผู้เชี่ยวชาญ เช่น อัยการ, แพทย์นิติเวช, กุมารแพทย์, นักจิตวิทยา, นักสังคมเป็นต้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเช่น ตำรวจ อบต. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานที่ทำของเล่น, กระทรวงอุตสาหกรรม, สบข
ที่มา: ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและการป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก,รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์

การเสริมสร้างทัศนคติความปลอดภัย

การส่งเสริมความปลอดภัย เป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากถึงแม้ว่าองค์กรนั้นจะมีการออกแบบด้านความปลอดภัยเป็นอย่างดี หรือผู้ปฏิบัติงานได้รับการฝึกอบรมอย่างทั่วถึง หรือขั้นตอนปฏิบัติงาน (Task Procedure)  จะปลอดภัยและได้บังคับใช้อย่างต่อเนื่องก็ตาม  การส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพมีความสำคัญยิ่ง เพราะการป้องกันอุบัติเหตุขึ้นอยู่กับการจูงใจให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานด้วยความปลอดภัย  ผู้ปฏิบัติงานต้องอาศัยความคิดของตัวเองและต้องรักษาระเบียบวินัย เพื่อป้องกันตัวผู้ปฏิบัติงานเอง  พฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงานสามารถถูกกระตุ้นหรือบังคับให้เกิดได้ด้วยการส่งเสริมความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ




      แรงจูงใจภายใต้การส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพ คือแนวคิดที่ว่าพฤติกรรมสามารถและควรจะเปลี่ยนแปลงได้  การส่งเสริมความปลอดภัยไม่ควรจะดำเนินการแต่เพียงผิวเผินด้วยการให้รางวัลที่ไม่มีที่สิ้นสุดเท่านั้น  แต่การส่งเสริมความปลอดภัยควรจะถูกจัดการและมุ่งหวังผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ต้องการให้ได้  ระบบการส่งเสริมที่มั่นคง เฉพาะเจาะจง เข้มข้น และที่ได้วางแผนเป็นอย่างดี คือรากฐานภายใต้ความสำคัญที่ว่า
  • จิตสำนึกใดที่ต้องใส่ใจ ต้องพิจารณา
    (What the mind attends to, it considers)
  • จิตสำนึกใดที่ไม่ต้องใส่ใจ, ให้ยกเลิกไป
    (What the mind dose not attend to, it dismisses)
  • จิตสำนึกใดที่ใส่ใจกระทำอยู่เสมอ มันเป็นความเชื่อ
    (What the mind attends to regularly, it believes)
  • จิตสำนึกใดที่เป็นความเชื่อ มันจะแสดงออกที่การกระทำ
    (What the mind believes, it eventually does)
  • จิตสำนึกใดที่กระทำอย่างสม่ำเสมอ มันจะกลายเป็นนิสัย
    (What the mind does regularly becomes habitual)
การเริ่มต้นการส่งเสริมความปลอดภัยนั้น ผู้นำควรจะ

  • ชี้บ่งพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ ซึ่งปรากฏอยู่อย่างเด่นชัด
  • วางแผนและจัดระบบสำหรับกลยุทธ์ที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยแรงกระตุ้นเชิงบวก (Positive reinforement)
  • กำหนดระบบการติดตามเพื่อวิเคราะห์เมื่อพฤติกรรมได้เปลี่ยนแปลงแล้วว่าได้เปลี่ยนแปลงอย่างไรและจะมีลักษณะนิสัย (Habit) ใหม่อย่างไร
  • วางแผนและจัดระบบสำหรับกลยุทธ์ที่จะนำมาใช้ในการส่งเสริมครั้งต่อๆ ไป
     
      การดำเนินการส่งเสริมความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ
การส่งเสริมความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพมีมากมายหลายแบบ  โปรแกรมการส่งเสริมโดยทั่วไปจะมีระดับดังนี้
  • ความตระหนัก (Awareness)
  • การยอมรับ  (Acceptance)
  • การปฏิบัติ (Application) และ
  • การรับไว้ (Assimilation)
1. ความตระหนัก (Awareness)
      การตระหนักจะเป็นการกระตุ้นความสนใจในโปรแกรมความปลอดภัยด้วยการออกแบบให้เกิดความสนใจของบุคคลต่อโปรแกรมความปลอดภัยว่า คิดอะไร และจะทำอะไร  วัตถุประสงค์ของการตระหนักก็คือ การทำให้บุคคลจำนวนมากที่สุด คิดและพูดถึงความปลอดภัย


      กิจกรรมที่ให้เกิดการตระหนัก ควรจะมุ่งเน้นไปที่ปัญหาที่มีอยู่และการสัมผัส (Exposure) ของแต่ละองค์กร และของแต่ละประเภทการปฏิบัติการ (Type of Operation) ทางเลือกของเครื่องมือและวิธีการในการส่งเสริมมีมากมายหลายแบบในราคาของการดำเนินการที่ต่ำ(ดูรูปที่1เป็นตัวอย่าง)การพิจารณารูปแบบจะขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัท การสัมผัสที่เฉพาะเจาะจง (Specific Exposure)  ความสูญเสียที่เคยเกิดขึ้น และตัวผู้ปฏิบัติงาน เช่น ระดับความชำนาญ (Skill Level)  พื้นฐานด้านเทคนิค และระยะเวลาของประสบการณ์ในงานนั้น  องค์กรควรเลือกการส่งเสริมที่ตรงกับปัญหาวิกฤต (Critical Problems)  และตรงเป้าหมายของปัญหาเฉพาะของหน่วยงาน


      เป็นความเข้าใจผิดที่หน่วยงานมักคิดว่าการตระหนักคือโปรแกรมการส่งเสริมที่สำคัญที่สุด  ความจริงแล้วการตระหนักเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่ที่มีความยาว และต่อเนื่องกัน  การส่งเสริมการตระหนักจะต้องเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่อง  โดยที่อาจมีเวลาที่ชัดเจนเมื่อการตระหนักได้รับการกระตุ้นอย่างเพียงพอและมีกิจกรรมที่เกิดขึ้นจนเป็นปกติ


      การเปลี่ยนแปลงความสนใจในความปลอดภัยไปสู่นิสัย (Habit) ของพฤติกรรมความปลอดภัยต้องการความพยายามอย่างต่อเนื่อง โดยที่มันจะเริ่มต้นจากการตระหนักจนกระทั่งบุคคลส่วนใหญ่พร้อมสำหรับระดับต่อไป คือการยอมรับ (Acceptance)
2. การยอมรับ (Acceptance)
      การยอมรับเริ่มต้นเมื่อผู้ปฏิบัติงานรู้สึกมีส่วนร่วมกับโปรแกรมความปลอดภัย และโปรแกรมนี้ส่งผลต่อตัวเองอย่างชัดเจน  การชี้วัดผู้ปฏิบัติงานด้วยเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโปรแกรมความปลอดภัย จะนำผู้ปฏิบัติงานไปสู่ระดับต่อไปของความปลอดภัย


      การส่งเสริมความปลอดภัย  จะมีความน่าเชื่อถือก็ต่อเมื่อผู้บริหารแสดงพันธะสัญญา (Commitment) ด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดี    การแสดงพันธะสัญญาอาจกระทำด้วยนโยบายที่เด่นชัด โปรแกรมการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ  การฝึกอบรมเกี่ยวกับงานที่ทำ     ตลอดจนการค้นหาสาเหตุของอุบัติเหตุ และหลักฐานอื่นๆ ที่ปรากฏอย่างเด่นชัด จากการอุทิศตนของผู้บริหาร   ภาพที่ผู้ปฏิบัติงานมองเห็นพันธะสัญญาของผู้บริหารจะมีผลเป็นอย่างสูงต่อพฤติกรรมผู้ปฏิบัติงาน ต่องาน และความตั้งใจที่จะเรียนรู้จากการส่งเสริมความปลอดภัย  กล่าวโดยสรุปก็คือ การสื่อข่าวสารความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ การใช้เทคนิค การส่งเสริมที่ประสบความสำเร็จ จะขึ้นอยู่กับการยอมรับของผู้ปฏิบัติงานต่อความสนใจจริงและการมีส่วนร่วมต่อความปลอดภัยของผู้บริหาร




3. การปฏิบัติ (Application)
      การปฏิบัติ คือ ระดับที่ผู้ปฏิบัติงานมีส่วนร่วมต่อโปรแกรมความปลอดภัย  ด้วยการมีกิจกรรมและมีส่วนร่วมในทีมและคณะกรรมการความปลอดภัย (Safety teams and committees) และการนำเสนอความคิดเห็นของเขาผ่านระบบข้อเสนอแนะ  นี่คือระดับที่บุคคลเรียนรู้โดยการปฏิบัติ (Lean by doing) และได้รับประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ในด้านความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยมืออาชีพเชื่อว่าผู้ปฏิบัติงานที่มีส่วนร่วมในโปรแกรมความปลอดภัยมีผลต่อสถิติความปลอดภัย  ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ (Attitude) และมีส่วนช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจวิธีการที่พวกเขาได้รับจากการมีสติด้านความปลอดภัย (Safety Concious)


      การประกวด (Contest) ที่ต้องการให้บุคคลเรียนรู้ กระทำ หรือจดจำบางสิ่งสำหรับความปลอดภัย สามารถเป็นเครื่องมือส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพได้  การประกวดจะช่วยรักษาระดับความสนใจให้สูงตลอดเวลา และยังช่วยให้ทุกคนสนใจจริงต่อความวิกฤติ (Critical Areas) ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ และการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา  บทบาทของผู้นำสามารถกระทำได้หลายอย่างเพื่อให้การประกวดประสบความสำเร็จ เช่น
• ให้ข้อมูลที่ดีพอต่อลักษณะการประกวดและกฎที่เกี่ยวข้อง
• ให้และเก็บข้อมูล หรือวัสดุที่ต้องการตรงตามเวลา
• กระตุ้นบุคคลให้อ่านและมีส่วนร่วมต่อการประกวด
• ป้องกันการบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย
• สอบถามข้อเสนอแนะและความต้องการในการส่งเสริม
• นำความคิดของกลุ่มมาใช้ในการประกวด
4. การรับไว้สำหรับนิสัยใหม่ (Assimilation of New habit)
      การรับไว้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อทัศนคติความปลอดภัยติดแน่นในความรู้สึกนึกคิดของบุคคล มีคุณค่า และเกิดการปฏิบัติ ซึ่งเป็นผลสะท้อนจากนิสัยของพฤติกรรมความปลอดภัย ในระดับนี้ถือว่างานส่งเสริมความปลอดภัยต่อการเปลี่ยนพฤติกรรมประสบความสำเร็จและถึงเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงการส่งเสริมในเรื่องใหม่
                


      การมุ่งเน้นไปที่ระดับใดระดับหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียวโดยละเลยอีกสามระดับที่เหลือ จะเป็นสาเหตุให้โปรแกรมการส่งเสริมล้มเหลวได้ ดังนั้นทั้งสี่ระดับจะต้องถูกพัฒนา ถึงแม้ว่าจะมีเพียงระดับเดียวที่ถูกเน้นให้เกิดในช่วงระยะเวลาใดก็ตาม  ดังนั้นการส่งเสริมความปลอดภัยจึงเป็นกระบวนการปฏิรูปผสมผสานทั้ง 4 A ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน


      แนวทางสำหรับการส่งเสริมความปลอดภัยให้ประสบความสำเร็จ
      ในอุตสาหกรรมที่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ดีพบว่า  กิจกรรมการส่งเสริมที่ประสบ
ความสำเร็จจะช่วยเพิ่มการตระหนัก (Awareness) ของเรื่องที่ต้องการและมีผลต่อทัศนคติซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้   กิจกรรมส่งเสริมด้านความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยมีรูปแบบที่หลายหลาย และกว้างขวางมาก ถึงแม้ว่ารูปแบบและวิธีการอาจแตกต่างกัน แต่ก็มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ เพื่อเพิ่มและเสริมให้เกิดการตระหนักด้านความปลอดภัย และปรับทัศนคติซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แนวทางต่างๆ ต่อไปนี้คือตัวอย่างของความสำเร็จที่เคยปฏิบัติแล้ว และได้ผลดีเป็นอย่างมาก คือ
  1. การผสมผสานกิจกรรมการส่งเสริมทั่วไปเข้ากับองค์ประกอบของระบบการบริหารเพื่อควบคุมความสูญเสีย  การติดโปสเตอร์ การประกวด และโปรแกรมการส่งเสริมที่เกี่ยวข้องกัน คือหนึ่งในองค์ประกอบของระบบบริหารความปลอดภัย  กิจกรรมการนิเทศความปลอดภัย (Safety oriented activities) เพื่อสร้างการตระหนักให้มากขึ้น จะต้องกระทำควบคู่ไปกับองค์ประกอบการควบคุมความสูญเสียอื่นๆ
  2. ให้ความสำคัญกับข่าวสารด้านสาเหตุของอุบัติเหตุเฉพาะ (Specific accident causes) และการป้องกัน (preventive actions)  ข่าวสารทั่วๆ ไป เช่น ต้องปลอดภัย (be safety) ขับรถให้ปลอดภัย (drive safety)  หรือเพิ่มความระมัดระวัง อาจไม่ชัดเจน และมีประโยชน์ค่อนข้างน้อย แต่ข่าวสารเฉพาะ เช่น “  ยกย่อเข่าเพื่อป้องกันหลังของคุณ”  จะมีประโยชน์มากกว่า
  3. กำหนดเป้าหมายการส่งเสริมที่เฉพาะเจาะจง  มีการออกแบบกิจกรรมการส่งเสริมทั่วไป เพื่อ3.1 สร้างการตระหนักให้สอดคล้องกับปัญหาความปลอดภัยของหน่วยงาน
    3.2 เพิ่มการยอมรับให้สอดคล้องกับปัจจัยด้านความปลอดภัยที่เฉพาะเจาะจง
    3.3 เพิ่มการปฏิบัติของพฤติกรรมที่ปลอดภัยที่เฉพาะเจาะจง และ
    3.4 กระตุ้นการกลมกลืนสู่การปฏิบัติของนิสัยการทำงานที่ปลอดภัยที่เฉพาะเจาะจง
  4. เพิ่มความเข้มข้นด้วยความหลายหลาย  ใช้เครื่องมือในการส่งเสริมให้หลากหลาย  การใช้บอร์ดข่าวสารคือวิธีการที่มักจะใช้และมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความปลอดภัยทั่วไป  สถานที่ที่เหมาะสมที่สุด คือ ในหรือใกล้ๆ กับห้องเก็บของส่วนตัว (Locker room) ห้องอาหาร หรือจุดที่มีการพักระหว่างการทำงาน  เนื่องจากสถานที่เหล่านี้จะอนุญาตให้ผู้ปฏิบัติงานพักผ่อนและใช้เวลาสั้นๆ กับการอ่านข่าวสารบนบอร์ดข่าวสาร  โอกาสในการอ่านข่าวสารจะลดลง ถ้าติดบอร์ดข่าวสารบริเวณทางออกของอาคาร

           พื้นที่หลักของการทำงานควรจะมีบอร์ดข่าวสารเป็นของตัวเอง  การใช้โปสเตอร์ข่าวสารที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องความปลอดภัยในปัจจุบันจะสามารถช่วยให้การส่งเสริมมีอิทธิพลมากขึ้น  ผลความสำเร็จจะบรรลุได้ก็ต่อเมื่อโปสเตอร์มีความน่าสนใจ ชี้เฉพาะเจาะจงต่อปัญหา และสามารถบอกผู้อ่านได้ว่าควรจะทำอะไร หลีกเลี่ยงอะไร จะป้องกันและแก้ในปัญหาได้อย่างไร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ข่าวสารบนบอร์ดจะต้องเปลี่ยนแปลงด้วยความถี่ที่สมเหตุสมผล

           สถิติอุบัติเหตุของหน่วยงานหรือของบริษัท สามารถนำมาใช้ในการส่งเสริมความสนใจในโปรแกรมความปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตามความสำเร็จต่างๆ จะบรรลุหรือไม่ต้องขึ้นกับการประกวด และการให้รางวัลเพื่อจะกระตุ้นบุคคลให้เรียนรู้ (Learn) และทำ (do) หรือจดจำ (remember)  บางสิ่งเกี่ยวกับความปลอดภัย ในขณะที่สถิติอุบัติเหตุของแต่ละกลุ่มงานสามารถนำมาใช้ในการกระตุ้นความสนใจในโปรแกรม  แต่การประกวดระหว่างหน่วยงานด้วยสถิติอุบัติเหตุแต่เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่แนะนำให้กระทำ  ทั้งนี้เนื่องจากว่าระดับของอันตรายที่หน่วยงานสัมผัสอยู่จะมีความแตกต่างกัน  ดังนั้นการเปรียบเทียบกันระหว่างหน่วยงานด้วยสถิติอุบัติเหตุนั้น   ไม่ยุติธรรม และอาจเกิดการต่อต้าน

          การใช้สถิติอุบัติเหตุแต่เพียงอย่างเดียวอาจทำให้เกิดการไม่ยอมรายงานการเกิดอุบัติเหตุ  ซึ่งจะส่งผลต่อการได้มาของข้อมูลด้านอุบัติเหตุที่ต้องการได้

          เนื้อหาของการส่งเสริมจะต้องมีผลโดยตรงต่อปัญหาเฉพาะเจาะจงที่กำลังเผชิญอยู่ เช่น การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน การปฏิบัติตามกฎที่สำคัญ การหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุบางประเภท เป็นต้น  เรื่องที่จะรณรงค์ ควรจะเปลี่ยนแปลงให้บ่อยครั้งในแต่ละปี และมีการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหาร และประธานในการรณรงค์ในแต่ละเรื่อง

          จดหมายข่าวของบริษัท (Company newsletters)  ข่าวสาร (bulletins) วารสาร (magazines) และส่งสิ่งพิมพ์อื่นๆ (other publications)  สามารถนำมาใช้ในการกระตุ้นความสนใจในโปรแกรมความปลอดภัยได้ และยังเป็นการเพิ่มความรู้ให้กับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับเหตุผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ปลอดภัย  การส่งสิ่งพิมพ์เหล่านี้ไปยังบ้านของผู้ปฏิบัติงาน จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความปลอดภัยนอกงาน และภายในครอบครัว (off the job and family safety) ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่ปลอดภัยวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง โดยเกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของครอบครัว
  5. การรณรงค์ของบริษัทและโปรแกรมต่างๆ    การเน้นที่สำคัญต่อปัญหาวิกฤติความปลอดภัย จะต้องยาวนานพอที่จะก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ต่อเนื่อง  ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน  ในการรณรงค์แต่ละเรื่อง จะต้องมีทีมงานที่รับผิดชอบ มีผู้บริหารระดับที่สูงขึ้นไป มาร่วมให้ความคิดเห็น  และมีสมาชิกของทีมรณรงค์มาจากหลายระดับขององค์กร  ทีมงานนี้จะต้องออกแบบและเป็นผู้จัดการการรณรงค์ ซึ่งอาจใช้วิธีต่างๆ ดังต่อไปนี้
    • การสนทนาความปลอดภัย (Safety talks)
    • การส่งแผ่นพับ
    • โปสเตอร์
    • ป้ายโฆษณา (Banner buttons and badges)
    • การสังเกตพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง
    • นิทรรศการ
    • การตรวจสอบหรือตรวจเยี่ยมพิเศษ
    • การประกวด
    • การแข่งขัน
    • ภาพถ่าย สไลด์ ภาพยนตร์ และวีดีโอ
    • การใช้แบบสอบถาม
    • ข่าวสารความปลอดภัย วารสาร และจดหมายข่าว
    การมีบุคคลจากหลากหลายรูปแบบในแต่ละทีม  จะทำให้สมาชิกซึ่งเป็นผู้บริหาร
    ทุกคนมีส่วนร่วมในระบบการบริหารความสูญเสีย  การปฏิบัติเหล่านี้เปรียบเสมือนการที่ผู้บริหารแสดงให้เห็นถึงพันธะสัญญา (Commitment) ด้านความปลอดภัยของเขาต่อผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด 
  6. เน้นเชิงบวก (Accentuate the Positive)  กิจกรรมการส่งเสริมที่เน้นให้ทำอะไร (what to do) จะทำให้ขบวนการด้านความปลอดภัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น

          กิจกรรมข้อเสนอแนะด้านความปลอดภัย เป็นเครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นในเชิงบวกได้เป็นอย่างดี  ด้วยการวางแผน, การจัดองค์กร, การประชาสัมพันธ์ และการติดตามที่เหมาะสม  โปรแกรมต่างๆ เหล่านี้สามารถทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความคิดที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาของเขา  วิธีการที่ปฏิบัติได้ในการควบคุมอันตรายสามารถเกิดขึ้นจากผู้ปฏิบัติงาน และการเปิดโอกาสให้แสดงความคิดจะนำไปสู่ทัศนคติในเชิงบวกต่อการรณรงค์ด้านความปลอดภัยต่อไป

          การให้รางวัลและประกาศเกียรติคุณ สามารถส่งเสริมความสนใจในกระบวนการความปลอดภัยได้  กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ควรได้รับการยอมรับจากทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน  โดยการให้รางวัลอาจขึ้นกับข้อเสนอแนะในโปรแกรมความปลอดภัย, ความรู้เกี่ยวกับกฎ, การเรียนรู้จากข่าวสารความปลอดภัย หรือความสะอาดเป็นระเบียบ  รางวัลที่มีราคาไม่แพง สามารถกระตุ้นในเชิงบวกได้เท่าๆ กับรางวัลที่มีราคาแพง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความจริงใจ ความพึงพอใจ และความยอมรับของทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน  ของขวัญที่มีราคาแพงจะส่งผลเสียต่อการส่งเสริมเนื่องจากผู้ปฏิบัติงานจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อให้ได้รางวัล และจะต่อต้านเมื่อไม่มีการให้รางวัล  การให้รางวัลหรือประกาศเกียรติคุณสำหรับผู้บริหาร ควรขึ้นกับสมรรถนะ (performance) ต่อกิจกรรมด้านความปลอดภัย เช่น กิจกรรมการบริหารงานเพื่อความปลอดภัย

           ควรจะมีการจัดพิธีมอบรางวัลซึ่งสามารถสื่อสารถึงความสำคัญของรางวัล เช่น ผู้บริหารสูงสุดเป็นผู้มอบรางวัลให้ผู้รับด้วยตัวเองในพิธีการที่เหมาะสม  จะเป็นการดีอย่างยิ่งถ้าจะเชิญครอบครัวของผู้ได้รับรางวัล หรือผู้ร่วมงานและผู้บริหารระดับสูงตลอดจนผู้นำชุมชนในบริเวณใกล้เคียงมาร่วมงานด้วย  ควรจะมีการถ่ายภาพและประชาสัมพันธ์งานด้วย

           องค์กรระหว่างประเทศหรือท้องถิ่นด้านความปลอดภัย  บริษัทหรือบริษัทประกันส่วนใหญ่จะมีรางวัลสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่สามารถช่วยชีวิตผู้อื่น  หรือเป็นผู้นำด้านโปรแกรมความปลอดภัย หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่เหมาะสม หรือปฏิบัติงานโดยไม่เกิดอุบัติเหตุในระยะเวลาหนึ่ง  รางวัลต่างๆ เหล่านี้มีอยู่แล้ว  ดังนั้นการส่งผู้ปฏิบัติงานเข้าประกวด จะเป็นวิธีการที่ไม่แพงและง่ายมาก

           การประกาศเกียรติคุณสำหรับกลุ่มงาน (แต่ละแผนก หรือฝ่าย)  ซึ่งปฏิบัติตามมาตรฐานของโปรแกรมจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะกระตุ้นโปรแกรมการควบคุมความสูญเสีย  การส่งเสริมเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพมากสุด เมื่อให้ความสำคัญกับสมรรถนะ (performance) ของการเรียนรู้, การกระทำและการจดจำมากกว่าการปฏิบัติงานโดยไม่เกิดอุบัติเหตุ  องค์กรอาจจัดให้มีการรณรงค์ส่งเสริมการส่งข้อเสนอแนะ, การสังเกตการทำงานเฉพาะจุด (Spot Observation), การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) ที่กำหนด, การจัดให้มีการสนทนาความปลอดภัย, การรายงานเหตุการณ์เกือบจะเกิดอุบัติเหตุ, การปฏิบัติตามกฎ, การตระหนักถึงกฎเฉพาะงาน หรือดัชนีชี้วัดสมรรถนะอื่นๆ
  7. การส่งเสริมบริเวณที่ต้องการการควบคุมปัญหาเฉพาะจุด (Practice “point-of-control” Promotion)  จากการศึกษาพบว่าการใช้โปสเตอร์จะมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อติดที่จุดของปัญหา  ตัวอย่างเช่น โปสเตอร์เตือนให้บุคคลจับราว (handrails) สำหรับบันไดควรตัดบริเวณที่บุคคลจะขึ้นหรือลงบันได เหมือนกับอุปกรณ์ช่วยงาน (job aids) เช่น MSDS หรือแบบเช็คลิสต์งานวิกฤต (Critical Task Checklist) และขั้นตอนปฏิบัติงานวิกฤตก็ต้องติดบริเวณที่จะปฏิบัติงาน เป็นต้น
  8. การยึดหลักการส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพบนหลักการของการป้องกัน (Use proven principle for effective promotion)  ซึ่งจะมี 5 ข้อ ดังนี้

        -หลักการของการให้ข้อมูลข่าวสาร (Principle of Information) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะเพิ่มการจูงใจ
        -หลักการของการมีส่วนร่วม (Principle of Involvement การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายจะเพิ่มการจูงใจและการสนับสนุน
        -หลักการของการตอบสนองซึ่งกันและกัน (Principles of Mutual Interest) โปรแกรม โครงการ ความคิดต่างๆ จะเป็นจุดขายที่ดี  ถ้าเป็นสิ่งที่เชื่อมความพึงพอใจของทั้งองค์กรและผู้ปฏิบัติงาน
        -หลักการของการเติมเสริมพฤติกรรม (Principles of Beharior Deinforement)  พฤติกรรมเชิงบวกมีแนวโน้มที่จะต่อเนื่องหรือเพิ่มขึ้น เมื่อได้รับการส่งเสริมอยู่เรื่อยๆ
        -หลักการของการกระทำซ้ำๆ (Principle of Repetition)        ยิ่งให้ได้รับข้อมูลบ่อยเท่าไร ยิ่งทำให้เกิดความจดจำได้มากขึ้นเท่านั้น
  9. การมุ่งเน้นที่ปัญหาวิกฤต (Focus on critical Problem) การออกแบบกิจกรรมและการเลือกวิธีการในการส่งเสริม ต้องเฉพาะเจาะจงต่อปัญหาวิกฤตเฉพาะของหน่วยงาน  ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของประวัติหรือศักยภาพของความสูญเสียหลัก (Potential of major loss) การรณรงค์ควรจะบ่งชี้ปัญหาให้ชัดเจน และเสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาที่ตรงประเด็น  ความพยายามในการส่งเสริม ควรจะสอดคล้องตรงกับปัญหาที่มีโอกาสอย่างมากในการเพิ่มการตระหนักและปรับปรุงพฤติกรรมในการป้องกันแบบเดียวกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
  10. ประเมินผลการส่งเสริม (Evaluate promotion results) กระตุ้นให้เกิดการสะท้อนกลับ (Encourage feedback) ค้นให้พบว่าบุคคลให้ความสนใจกับอะไร, อะไรที่เขาจดจำได้ และเขาได้ประยุกต์ข่าวสารในการปฏิบัติอย่างไร  การติดต่อเป็นส่วนตัว (personal contact) การประชุมกลุ่ม (group discussions) การสัมภาษณ์ แบบสอบถาม การสังเกตเฉพาะจุด การวิเคราะห์จากบันทึก การทดสอบ การคิดค้นทัศนคติ (attitude inventories) และสุ่มตัวอย่าง สามารถได้ข้อมูลสะท้อนกลับได้ (Feedback) หยุดหรือเปลี่ยนกิจกรรมที่ไม่บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่มีประสิทธิภาพ และใช้เทคนิคที่เกิดประโยชน์สูงสุดให้บ่อยเท่าที่ต้องการ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาที่ต่อเนื่อง

          ในการประยุกต์ใช้วิธีการทั้ง 10 วิธีข้างต้นนี้จะต้องหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่มากจนเกินไป  ห้ามส่งเสริมในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง และต้องจริงใจ (be honest) ในท้ายที่สุดพึงจดจำไว้เสมอว่าสองคำของการส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพคือ ง่ายๆ และซ้ำๆ (simplify and repeat) ง่ายๆ และซ้ำๆ  ง่ายๆ และซ้ำๆ
      บทสรุป (Conclusion)
       การสร้างความตระหนักที่ตรงกับหัวข้อที่ต้องการและทัศนคติที่มีผลต่อพฤติกรรม สามารถสร้างได้โดยกิจกรรมการส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพ  ถึงแม้จะมีวิธีการที่หลายหลาย แต่วัตถุประสงค์จะต้องชัดเจนเหมือนเดิม คือ เพื่อเพิ่มการควบคุมความสูญเสีย ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ด้วยการส่งเสริมจะขึ้นอยู่กับการใช้กิจกรรมที่หลากหลายอย่างเหมาะสม และเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างแท้จริง